เขื่อนแม่งัด

เขื่อนแม่งัด

วันนี้จะพาไปหาที่ หลบร้อนเล่น น้ำกันครับ ที่เขื่อนแม่งัด ตำบลช่อแล อำเภอแม่แตง จังหวัดเชียงใหม่ ที่นี่ก็มีแพ ให้เช่านอน กันได้ครับ

สนนราคาก็ 150 บาท ต่อห้อง ต่อคืน ( ถ้าจำไม่ผิดนะครับ ) บรรยากาศดีใช้ได้ไม่ห่างจากตัวเมืองเชียงใหม่นักครับ ออกจากตัวเมืองไป

โดยผมจะเริ่มต้นที่สี่แยกข่วงสิงห์ ครับ ถ้ามาจาก ม.ราชภัฏเชียงใหม่ครับ ตรงไปตามเส้นทาง เชียงใหม่ แม่แตงเลยครับ

เส้นเดียวกับที่ไป ปายแหละครับ พอผ่าน แยกตลาดแม่มาลัย มา อีกหน่อยก็จะเจอ ทางเลี้ยวเข้าเขื่อนครับ เลี้ยวขวาครับ

เบอร์โทร แพเขื่อนแม่งัด

อ่านต่้อเขื่อนแม่งัด

เบอร์โทรศัพท์ของอุทยานแห่งชาติศรีลานนาไว้ด้วยนะค่ะ 053-479079

วัดพระธาตุดอยสุเทพ ราชวรวิหาร

วัดพระธาตุดอยสุเทพ

วัดพระธาตุดอยสุเทพ

Wat Prathat Doi Suthep Temple in Chiang Mai Thailand วัดพระธาตุดอยสุเทพ เป็นพระอารามหลวง ชั้นโท ชนิดราชวรวิหาร ตามประวัติได้แจ้งว่า เมื่อต้นพุทธศตวรรษที่ 19 พระเจ้ากือนา ได้ทรงสร้างวัดพระธาตุดอยสุเทพราชวรวิหาร ไว้บนยอด เขาดอยสุเทพ โดยได้นำเอาพระบรมธาตุ ของพระพุทธเจ้า ที่พระมหาสวามี นำมาจากเมืองปางจา จังหวัดสุโขทัย บรรจุไว้ในองค์พระเจดีย์พระธาตุดอยสุเทพราชวรวิหาร นอกจากจะเป็นวัดที่มีความสำคัญมากแล้ว ยังเป็นพระอารามหลวง 1 ใน 4 ของจังหวัดเชียงใหม่อีกด้วย (พระอารามหลวงหมายถึง วัดที่อยู่ในความอุปถัมภ์ของพระเจาอยู่หัวฯ) ชาวเชียงใหม่เคารพนับถือพระธาตุดอยสุเทพราชวรวิหารมากเสมือนหนึ่งเป็นวัดคู่ บ้านคู่เมืองเชียงใหม่มาแต่โบราณกาล กล่าวถึงราชวงศ์มังราย เป็นวงศ์ของกษัตริย์ที่ทรงปกครองเมืองเชียงใหม่มาตามลำดับ ซึ่งพญามังรายได้สร้างเมืองเชียงใหม่ในปี พ.ศ. 1839 ต่อมาได้มีกษัตริย์ผู้ครองนครเชียงใหม่ ผู้ทรงทำนุบำรุงพระพุทธศาสนามาตามลำดับ ดังนี้ 1. พญาเม็งรายมหาราช พ.ศ.1804 ผู้สร้างเมืองเชียงใหม่ 2. พญามังคราม พ.ศ.1854 3. พญาแสนพู พ.ศ.1868 4. พญาคำฟู พ.ศ.1877 5. พญาผายู พ.ศ.1879 6. พญากือนา พ.ศ.1898 ผู้สร้างวัดพระธาตุดอยสุเทพราชวรวิหาร 7. พญาแสนเมืองมา พ.ศ.1928 8. พญาสามฝั่งแกน พ.ศ.1945 9. พญาติโลกราช พ.ศ.1984 ผู้ทำนุบำรุงวัดพระธาตุดอยสุเทพราชวรวิหาร 10. พญายอดเชียงราย พ.ศ.2030 11 . พญาเมืองแก้ว พ.ศ.2038 12. พญาเมืองเกษกล้า พ.ศ.2068 ผู้ซ่อมแซมวัดพระธาตุ ดอยสุเทพราชวรวิหารครั้งใหญ่ 13. ท้าวชายคำ พ.ศ.2081 ผู้ก่อ สร้างเพิ่มเติมในวัดพระธาตุ ดอยสุเทพราชวรวิหาร 14. พญาเมืองเกษกล้า พ.ศ.2086 15. พระนางจิรประภา พ.ศ.2088 16. พญูาอุปเยาว์ พ.ศ.2089 17. ท้าวแม่กุ พ.ศ.2094 18. พระนางวิสุทธเทวี พ.ศ.2107-2121 หมายเหตุ พญาเมืองเกษเกล้า ปกครอง 2 สมัย ตั้งแต่ปี พ.ศ.2121 พม่าได้เลิกแต่งตั้งกษัตริย์ราชวงศ์เม็งราย เพราะต้องไปขึ้นตรงต่อกรุงเทพฯ พระบรมธาตุ พระ บรมธาตุ หมายถึง พระอัฐิที่ผุกร่อนหรือเถ้าถ่านของพระพุทธเจ้า ซึ่งมารวมตัวอัดแน่นเป็นก้อนแข็งราวกับแร่ธาตุชนิดหนึ่งแล้วก็ตกผลึกมีแสง แวววาวระยิบระยับ ประหนึ่งก้อนหยกที่ถูกเจียรไนแล้ว ขนาดสัณฐานของพระบรมธาตุมีลักษณะกลมเล็กสะท้อนแสง ขนาดเท่าเม็ดถั่วเขียว พระบรมธาตุที่แท้จริงจะสำแดงนิมิตปาฏิหารย์ได้ โดยทั่วไปจะมีสีแสงโชติช่วงในเวลากลางคืนและมีพลังอำนาจในตัวของมันเอง จะมีทั้งแยกธาตุ – รวมธาตุและสลายธาตุหายไป ได้โดยพลังอำนาจฉับพลันราวกับปาฏิหารย์ ชาวพุทธนิยมเก็บพระบรมธาตุไว้ในเจดีย์ หรือไม่ก็ขุดฝังไว้ภายใต้องค์พระเจดีย์ เพื่อป้องกันการถูกโจรกรรมทั้งยังเป็นการสร้างสถานที่สำคัญไว้เคารพบูชาของ คนและเทวดาทั้งหลาย และยังเป็นเรื่องแปลกประหลาดมหัศจรรย์อย่างยิ่งที่พระบรมธาตุมีพลานุ ภาพอย่างมาก หากใครได้ยินได้ฟังแล้วก็อยากจะมาเยี่ยมชมและกราบไหว้นมัสการองค์พระเจดีย์ อยู่มิได้ขาด

จังหวัดน่าน

ข้อมูลทั่วไป จังหวัดน่าน

น่าน มีพื้นที่ 11,472,076 ตารางกิโลเมตร หรือ ประมาณ 7 ล้านไร่เศษ อาณาเขตทิศเหนือและทิศตะวันออกจดสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ทิศใต้จดจังหวัดอุตรดิตถ์ ทิศตะวันตกจดจังหวัดแพร่ พะเยา และเชียงราย

ความที่เป็นเมืองชายแดนแห่งล้านนาตะวันออกอันอุดมไปด้วยวัฒนธรรมที่หลอมรวม จากเทือกเขาสูงถึงพื้นราบทำให้เสน่ห์ของเมืองน่านยั่งยืนมาจนถึงทุกวันนี้ ประกอบกับลักษณะภูมิประเทศที่เป็นท้องทะเลแห่งขุนเขา อีกทั้งสายลมหนาวและสายหมอกที่พัดผ่าน ทุ่งข้าวสีเขียวฉ่ำฝน หรือ เหลืองทองพร้อมจะเก็บเกี่ยว ยังทำให้ผู้มาเยือนเก็บความประทับใจกลับไปด้วย ป้อมปราการธรรมชาติที่บดบังเมืองน่านจากคนต่างถิ่นก็คือเทือกเขาผีปันน้ำและ หลวงพระบาง

พื้นที่ป่าของเมืองน่านมีประมาณ 5 ล้านไร่ เมื่อเปรียบเทียบกับพื้นที่ทั้งจังหวัดประมาณ 7 ล้านไร่ ถือว่ามีความอุดมสมบูรณ์มาก ชาวบ้านเชื่อว่ามนุษย์เป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติจึงไม่สามารถฝืนกฎของ ธรรมชาติได้ พวกเขาจะไม่ตัดไม้ หรือถางป่าทำไร่ในพื้นที่ลุ่มน้ำ พวกเขาดูแลรักษาภูเขาและป่าไม้ด้วยความเคารพ ชาวเขาเผ่าต่างๆ เช่น ขมุ ลัวะ และเมี่ยน เชื่อว่ามีดวงวิญญาณที่รักษาป่า

พื้นที่ราบลุ่มแม่น้ำของจังหวัดน่านมีเพียง ร้อยละ 14 เท่านั้น จะกระจัดกระจายอยู่ตามหุบเขาในอำเภอต่างๆ ชุมชนตามที่ราบลุ่มเหล่านี้จะใช้ระบบการทดน้ำท้องถิ่น ใช้ภูมิปัญญาชาวบ้านในการจัดการทรัพยากรน้ำเพื่อการเกษตร ทุกปีเครือข่ายชุมชนที่ใช้ระบบการประปาร่วมกัน โดยเฉพาะ ไทลื้อ ลาวพวน จะร่วมกันจัดงานสักการะดวงวิญญาณที่เฝ้าดูแลรักษาป่า

แม่น้ำที่เป็นเสมือนเส้นเลือดของชาวน่าน คือ แม่น้ำน่าน มีต้นกำเนิดจากดอยขุนน้ำน่าน ตำบลขุนน่าน อำเภอบ่อเกลือ ซึ่งจะไหลขึ้นเหนือไปทางอำเภอทุ่งช้าง ก่อนจะไหลลงใต้ ไปยังอำเภอปัว, ท่าวังผา, เมืองน่าน, เวียงสา หลังจากนั้นจะไหลลงไปยังจังหวัดอื่น คือ อุตรดิตถ์ พิษณุโลก และ พิจิตร จึงไปรวมกับแม่น้ำยมที่อำเภอชุมแสง จังหวัดนครสวรรค์ และแม่น้ำเจ้าพระยาที่ปากน้ำโพ นครสวรรค์ ร้อยละ 40 ของลำน้ำน่านนั้นหล่อเลี้ยงลำน้ำเจ้าพระยา

ความเกี่ยวดองกันด้วยศรัทธาในพุทธศาสนา วัฒนธรรมประเพณี ภูมิปัญญาท้องถิ่น และความหวงแหนในทรัพยากรธรรมชาติที่มีร่วมกันทำให้ชาวน่านมีเครือข่ายชุมชน ที่เข้มแข็งเรียนรู้ที่จะยู่กับความเปลี่ยนแปลงแต่ยังคงตระหนักถึงความเป็น ตัวเองอยู่เสมอ อันจะนำไปสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน

ประวัติศาสตร์เมืองน่าน

หลักฐานสมัยก่อนประวัติศาสตร์ที่พบในบริเวณจังหวัดน่าน เช่น เครื่องมือหิน กลองสัมฤทธิ์ที่ใช้ประกอบพิธีศพสำหรับชาวเอเชียตะวันออกเฉียงไต้ เป็นเครื่องยืนยันว่าดินแดนนี้มีมนุษย์มาตั้งถิ่นฐานตั้งแต่ก่อนสมัยประวัติ ศาสตร์ในช่วงปลายพุทธศตวรรษที่ 18 ขุนน่านและขุนฟองได้นำผู้คนอพยพจากตอนบนของแม่น้ำโขงมาตั้งถิ่นฐานยังที่ราบ ลุ่มตอนบนของแม่น้ำน่าน ใกล้กับเทือกเขาดอยภูคา และในปี พ.ศ. 1902 เจ้าพระยาการเมืองย้ายเมืองไปยังเวียงภูเพียงแช่แห้งฝั่งตะวันออกของแม่น้ำ น่านซึ่งไม่ได้ใหญ่กว่าหรืออุดมสมบูรณ์กว่าเมืองปัวแต่ใกล้กับเมืองสุโขทัย มากขึ้น

ในปี พ.ศ. 1911 เจ้าพระยาผากองบุตรของเจ้าพระยาการเมืองได้ย้ายเมืองมายังฝั่งตะวันตกของแม่ น้ำน่านซึ่งเป็นเมืองน่านในปัจจุบัน ตามศิลาจารึกหลักที่ 45 และ 46 ในปี พ.ศ. 1935 ปู่พระยา (เจ้าพระยาผากอง) และพระราชนัดดา (พระมหาธรรมราชาที่ 2 แห่งสุโขทัย)ได้ให้คำสาบานที่จะช่วยเหลือกันและกันในยามสงคราม ความสัมพันธ์ระหว่างน่านและสุโขทัยได้ดำเนินมาจนกระทั่งสุโขทัยผนวกเข้ากับ อยุธยาในปี พ.ศ. 1981

เมืองน่านมีความสัมพันธ์ติดต่อค้าขายกับนครรัฐเล็กๆ รอบบ้าน เช่น หลวงพระบาง ล้านช้าง และสิบสองปันนา รัฐเหล่านี้มีความร่วมมือทางการเมืองอย่างเข้มแข็ง ทำการค้าขายกันตามเส้นทางแม่น้ำโขงด้วยคาราวานเกวียน

ก่อนหน้าที่น่านจะถูกผนวกเข้าเป็นส่วนหนึ่งชองล้านนาทั้งสองดินแดนมีความ สัมพันธ์กันผ่านการค้าวัวต่าง และเมื่อเชียงใหม่ตกเป็นประเทศราชของพระเจ้าหงสาวดีบุเรงนองแห่งพม่า ในระหว่างปี พ.ศ.2096-2101 เจ้าพระยาพลเทพรือชัย เจ้าเมืองน่านได้หลบหนีไปยังเมืองหลวงพระบาง และน่านตกอยู่ภายใต้การปกครองของพม่าจนกระทั่งสิ้นกรุงศรีอยุธยาในปี พ.ศ. 2310

ระหว่างปีพ.ศ. 2101 – 2317 น่านพยายามต่อสู้เพื่ออิสรภาพจากพม่าหลายครั้ง ในปี พ.ศ. 2246 ถือว่าเป็นช่วงเวลาทุกข์เข็ญ ผู้คนต้องหลบหนีสงครามเข้าป่า บางคนถูกจับเป็นเชลยในพม่า ทั้งเมืองและวัดถูกเผาทำลายลง

ในปี พ.ศ. 2331 เจ้าอัตถวรปัญโญ เจ้าหลวงเมืองน่าน หันมาสวามิภักดิ์กรุงเทพฯ (ตรงกับสมัยรัชกาลที่ 1) เมื่อ พ.ศ.2333 น่านเริ่มนโยบาย “เก็บผักใส่ซ้า เก็บข้าใส่เมือง” มีการอพยพ ชาวไทลื้อจำนวนมากกลับสู่เมืองน่าน

ในสมัยรัชกาลที่ 5 กรุงเทพฯถูกคุกคามจากลัทธิล่าอาณานิคมของอังกฤษและฝรั่งเศสได้ก่อให้เกิดการ ปฏิรูปการปกครองหัวเมืองล้านนา เพื่อรวมศูนย์อำนาจที่ส่วนกลาง ตั้งแต่ พ.ศ.2435 รัฐบาลกลางกรุงเทพฯได้แต่งตั้งข้าหลวงเข้ามาแทนคณะขุนนางผู้ช่วยเจ้าผุ้ครอง นครในการบริหารกิจการบ้านเมือง

หลังจากเหตุการณ์ร.ศ.112 (พ.ศ.2436) ไทยต้องยอมเสียดินแดนฝั่งซ้ายแม่น้ำโขงแก่ฝรั่งเศส เมืองน่านจึงเพิ่มความสำคัญมากขึ้นในฐานะเมืองหน้าด่านติดกับเมืองหลวงพระ บางในลาว ซึ่งเป็นของฝรั่งเศส ความสัมพันธ์ระหว่างเจ้าเมืองน่านกับกรุงเทพฯดำเนินไปด้วยดี รัชกาลที่ 5 โปรดเกล้าฯให้แต่งตั้งเจ้าสุริยพงษ์ผริตเดชเป็นพระเจ้าสุริยพงษ์ผริตเดช เพื่อตอบแทนคุณงามความดีที่น่านช่วยกรุงเทพฯในสงครามปราบกบฏที่เชียงตุง

นครเมืองน่านกลายเป็นจังหวัดหนึ่งของประเทศไทยอย่างสมบูรณ์ในสมัยรัชกาลที่ 7 หลังจากเจ้ามหาพรหมสุรธาดาเจ้าเมืองน่านองค์สุดท้ายถึงแก่กรรมในปีพ.ศ. 2474 จึงยกเลิกระบบการปกครองโดยเจ้าผู้ครองนครนับแต่นั้นเป็นต้นมา

รู้จักคน รู้จักชุมชน

น่านมีจำนวนประชากร 514,688 คน ประกอบด้วยหลายชนเผ่าได้แก่

ไทยวน เป็นคนกลุ่มใหญ่ของเมืองน่าน ตั้งบ้านเรือนบนที่ราบลุ่มริมแม่น้ำน่าน ประกอบอาชีพเกษตรกรรม นักวิชาการบางท่านสันนิษฐานว่าเป็นบรรพบุรุษของคนเมืองน่านที่อพยพมาจากล้าน ช้างฝั่งซ้ายแม่น้ำโขง

ไทลื้อ มีถิ่นฐานเดิมอยู่บริเวณชายแดนพื้นที่รอยต่อระหว่างสิบสองปันนาเชียงตุง ลาว และล้านนา อพยพเข้ามาในประเทศไทยหลายครั้ง ทั้งจากเหตุผลทางการดำรงชีพ การถูกกดขี่จากจีน และพม่า หรือหนีภัยสงครามช่วงเปลี่ยนแปลงการปกครองในจีน บ้างก็อพยพตามสายเครือญาติ และการค้าขาย วัฒนะธรรมไทลื้อกับไทยวนมีความคล้ายคลึงกันทั้งภาษา ศาสนา การแต่งกาย อาหาร งานหัตถกรรม โดยเฉพาะวิถีการผลิตแบบ “เอ็ดนาเมืองลุ่ม” หรือทำนาดำ เอกลักษ์ทางวัฒนธรรมของชาวไทลื้อคือ ผ้าทอลายน้ำไหลและลายลื้อ โดยใช้เทคนิควิธีที่เรียกว่า “เกา” หรือ “ล้วง”

ลัวะ/ถิ่น เป็นกลุ่มที่ตั้งถิ่นฐานมาดั้งเดิม รวมทั้งที่อพยพมาจากเมืองไชยบุรี สปป.ลาว ส่วนคำว่า “ถิ่น” เป็นชื่อที่ทางการไทยเรียกกลุ่มชนดั้งเดิมกลุ่มนี้ในจังหวัดน่าน ลัวะมักตั้งบ้านเรือนบนพื้นที่สูงระหว่าง 2,500-3,000 ฟุต จากระดับน้ำทะเลปานกลาง บริเวณลำน้ำสาขาแม่น้ำน่าน เช่น น้ำวาง น้ำว้า และน้ำมาง ดำรงชีพด้วยการปลูกข้าวไร่ และหาของป่า มีฝีมือในการจักสานหญ้าสามเหลี่ยมเป็นภาชนะต่างๆ หลายๆหมู่บ้านยังคงความเชื่อดั้งเดิมที่ผีสัมพันธ์กับธรรมชาติ เช่น ผีป่า ผีน้ำ ผีไร่ และผีบรรพบุรุษ งานพิธีใหญ่ที่สุดในรอบปีได้แก่ พิธี “โสลด” (อ่าน สะโหลด) หรือพิธี “กิ๋นดอกแดง” เพื่อเฉลิมฉลองผลผลิต และเพื่อเตรียมต้อนรับฤดูการผลิตใหม่ ปัจจุบันลัวะตั้งถิ่นฐานมากที่สุดในอำเภอเฉลิมพระเกียรติ รองลงมาคือ ที่อำเภอบ่อเกลือ ปัว ทุ่งช้าง และเชียงกลาง

ขมุ สันนิฐานว่าตั้งถิ่นฐานอยู่ตามหมู่บ้านชายแดนเมืองน่านและลาว เมื่อประมาณเกือบ 200 ปีก่อน สันนิษฐานว่าในปี พ.ศ.2373 ขมุถูกกวาดต้อนเพื่อเป็นกำลังในการสร้างกำแพงเมืองเก่าน่าน เจมส์ เอฟ แม็คคาธีร์ได้สำรวจเพื่อทำแผนที่ทางภาคเหนือช่วงปี พ.ศ.2433-2436 กล่าวถึงขมุตามชายแดนเมืองน่านว่ามี 2 กลุ่ม คือ ขมุ (ลาว เรียกว่า ข่า) หรือ “ข่าลาว” อยู่ใต้อำนาจหลวงพระบางและขมุที่อยู่ใต้อำนาจของน่าน เรียก “ข่าแคว้น”ชาวขมุได้ชื่อว่ามีฝีมือในการตีเหล็กเพื่อเป็นเครื่องมือ เช่น มีด ดาบ จอบ เสียม

ม้ง (แม้ว) ตำนานของชนเผ่ากล่าวว่า อพยพมาจากที่ราบสูงทิเบต ไซบีเรีย และมองโกเลียสู่ประเทศจีน ลาว และไทย เชื่อว่าม้งอพยพมาเมืองน่านราว พ.ศ. 2433-2442 มีความสามารถในด้านการค้า เลี้ยงสัตว์ ปลูกพืชเศรษฐกิจ เช่น ลิ้นจี่ ลำไย และทำเครื่องเงิน ชาวม้งมีความเชื่อว่าโลหะเงินเป็นสัญลักษณ์ของความมั่งคั่ง และมงคลแก่ชีวิต

เย้า (เมี่ยน) ถิ่นเดิมอยู่แถบมณฑลยูนนาน ฮุนหนำ กวางสี กวางเจา และทางตะวันออกของประเทศจีน ตั้งบ้านเรือนอยู่สูงกว่าระดับน้ำทะเลกว่า 1,000 เมตร วัฒนธรรมของเมี่ยนจึงได้รับอิทธิพลจากจีน เช่น ภาษา การสืบสกุลทางฝ่ายสามี การใช้แซ่ ประเพณีปีใหม่ (ตรงกับเทศกาลตรุษจีน) สาวเมี่ยนมีฝีมือในการปักผ้า ปัจจุบันมีเมี่ยนอยู่มากที่สุดที่อำเภอเมือง

มลาบรี (ผีตองเหลือง) สันนิษฐานว่าเป็นเผ่าผสมชนชาติละว้าที่หนีร่นกลุ่มชนไทไปอยู่ตามป่าเขา ในแขวงไชยบุรี สปป.ลาว เมื่อประมาณ 800 กว่าปีมาแล้ว เดิมดำรงชีพด้วยการเก็บของป่าล่าสัตว์ไม่ตั้งถิ่นฐานเป็นหลักแหล่ง สร้างเพียงเพิงมุงใบตอง และจะย้ายถิ่นเมื่อใบตองเริ่มแห้งคือเปลี่ยนเป็นสีเหลือง ปัจจุบันมลาบรีตั้งถิ่นฐานอยู่ที่อำเภอเวียงสา วัฒนธรรมถูกกลืนกลายไปหมดแล้ว

หมายเลขโทรศัพท์ที่สำคัญ

  • ท่าอากาศยานจังหวัดน่าน ถ.วรวิชัย 0 5471 0270
  • บริษัทการบินไทย จำกัด ถ.มหาพรหม 0 5471 0377
  • โรงพยาบาลจังหวัดน่าน ถ.วรวิชัย 0 5471 0138
  • สถานีตำรวจภูธร ถ.สุริยะพงษ์ 0 5475 1681
  • สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง ถ.น่าน-ทุ่งช้าง อ.ทุ่งช้าง 0 5479 5009
  • สำนักงานจังหวัดน่าน ถ.สุริยะพงษ์ 0 5471 0341
  • สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัด ถ.สุริยพงษ์ 0 5477 3047
  • หอการค้าจังหวัดน่าน 0 5477 4499

ร้านน้ำชาเวียงจุมออน

ร้านน้ำชาเวียงจุมออน

ร้านน้ำชาเวียงจุมออนตั้งอยู่ถนนวัดเกตุ ใกล้ๆกับ Miss Chocolate ค่ะ ร้านน้ำชาเวียงจุมออนเป็นตึกสีชมพูเด่นเป็นสง่าเลย กิ๊บเก๋มากๆ

fushion ชิ้นนี้…mango panacotta ซึ่งก็คือข้าวเหนียวมะม่วงนั่นเอง เพียงแต่ว่าเค้าเอาข้าวเหนียว นำมาบดรวมกับครีมและกะทิค่ะ นุ่มลิ้นมากๆตอนเข้าปาก Sugoi!!

เวียงจุมออน

ที่อยู่ร้านน้ำชาเวียงจุมออน

53 ถ.เจริญราษฎร์ ต.วัดเกต อ.เมือง จ.เชียงใหม่ 50000

เปิดบริการทุกวัน 10.00 น. – 19.00 น.

เส้นทางไปน้ำชาเวียงจุมออน ครับ

เว้บไชต์ ร้านน้ำชาเวียงจุมอออน

* แผนที_ร้านน้ำชา_เวียงจุมออน.jpg (96.03 KB, 400×619 – ดู 5856 ครั้ง.)

* Map_Vieng-Joom-On.jpg (60.51 KB, 400×619 – ดู 5209 ครั้ง.)

* Map_Vieng-Joom-On_Thai.jpg (96.03 KB, 400×619 – ดู 5245 ครั้ง.)

วัดป่าเป้า

วันนี้พามาสะสมบุญกันกับวัดสวยๆของชาวไทลื้อครับชื่อวัดป่าเป้า ที่วัดป่าเป้ามีพิพิธภัณฑ์สิ่งของโบราณของชาวไทลื้อให้ชมด้วยครับแต่วันที่ ผมไปเค้าล๊อค   ไม่รู้จะไปถามที่ไหน ได้แต่ถ่ายรูปผ่านช่องเล็กเข้าไปด้านในพิธภัณฑ์ คิดว่าเป็นอีกวัดนึงที่สวยในตัวเมืองเชียงใหม่ซึ่งเดี๋ยวนี้วัดในเมือง เชียงใหม่ได้รับการบูรณะปฏิสังขรกันเยอะแล้วครับ กลับมาคงความสวยงามดั่งเดิม วัดป่าเป้านี้ยังมีชาวไทยเชื้อสายลื้อมาสักการะบูชากันอยู่ประจำครับวันที่ ผมไปก็ได้พบชาวไทยลือ เดาๆเอานะครับดูจากการแต่งตัวและการพูด  อีกสถานที่นึงในวัดป่าเป้านี้ที่ผมไม่ได้เข้าไปชมด้านในไม่ทราบว่าใช่หอตรัย รึป่าวเหมือนกันครับ วัดป่าเป้ามีศิลปะที่ไม่เหมือนวัดอื่นๆในเมืองเชียงใหม่ไม่ว่าจะเป็นตัว เจดีย์ และ ที่วัดป่าเป้ายังมีเสาแปลกตั้งอยู่สองสามต้นไม่ทราบเหมือนกันว่าเค้าเรียก ว่าอะไร    แล้วจะหาคำตอบมาให้วันหลังนะครับ เชิญชมรูป วัดป่าเป้า ที่ถ่ายมาให้ชมครับ อ่อ ที่ วัดป่าเป้าเค้ามีโรงเรียนด้านในด้วยนะครับ ไม่ทราบว่าจะชื่อ โรงเรียนวัดป่าเป้า รึป่าว

วัดป่าเป้า

วัดป่าเป้า ตั้งอยู่ที่  เลขที่  ๕๘  บริเวณแจ่งศรีภูมิ  ถนนมณีนพรัตน์  ตำบลศรีภูมิ  อำเภอเมือง  จังหวัดเชียงใหม่ ในสมัยก่อนมีพื้นที่  ทิศเหนือห่างจากวัด 100  วา  ทิศใต้จดคูเมือง  ทิศตะวันออกห่างจากวัด100 วา  และทิศตะวันตกห่างจากวัด 100 วา  แต่เดียวนี้ พื้นที่ดินสี่เหลี่ยมจัตุรัส  มีเนื้อที่  ๑๐ ไร่  ๘๑  ตรางวา    และภายนอกกำแพงเป็นธรณีสงฆ์วัดมี  ๑  ไร่ ๒ งาน ๗๓ ตรางวา รวม  ๑๑ ไร่  โดยประมาณ

ห้วยตึงเฒ่า

ห้วยตึงเฒ่า

ห้วตึงเฒ่า

ห้วยตึงเฒ่าเป็นสถานที่ท่องเที่ยวอีกแห่งของชาวเชียงใหม่ที่ใกล้ กับ ตัวเมือง ออกจากตัวเมืองไปไม่ถึง ยี่สิบนาที ( ขับช้าๆนะครับ ) ที่ห้วยตึงเฒ่าสามารถเล่นน้ำ ห้วยตึงเฒ่ามีเรือถีบให้เล่น มีร้านอาหารริมน้ำให้นั่งทานอาหารกันไปแบบสบายๆ ห้วยตึงเฒ่าเรียกว่าเป็นทะเลเชียงใหม่เลยทีเดียว เวอร์ไปป่าวครับ การเดินทางไป Continue reading

วัดชัยมงคล

วัดชัยมงคล

วัดชัยมงคล

วัดชัยมงคล

พาไปเที่ยววัดชัยมงคลครับ เป็นวัดที่อยู่ริมน้ำปิงเลยครับ วัดชัยมงคลมีศิลปะที่หลากหลายไม่ว่าจะเป็นจิตรกรรมฝาที่แฝงรูปภาพที่มีความตลกขบขัน แม้แต่พญานาคด้านหน้าวัดชัยมงคลยังมีเขาเหมือนมังกรอีกด้วยครับ ทางเข้าวัดชัยมงคลมีีประตูโขงที่ใหญ่มากที่เดียวครับ ด้านหลังวัดชัยมงคลมีแม่น้ำปิงไหลผ่านด้านหลังครับ มีเรือคอยให้บริการ Continue reading

Follow

Get every new post delivered to your Inbox.